เลือกหัวข้อเรื่อง

หัวข้อเรื่อง "กรุ่นกลิ่นปลาแดก"
เรื่องโดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ วันที่ ๐๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๑๓๑๒

ตามงานของโครงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มแม่น้ำโขง, สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ และเครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งให้การสนับสนุน การทำวิจัยของ "ไทบ้าน" หรือชาวบ้านในย่านลุ่มแม่น้ำโขง มาโดยตลอด

นอกจากตามงานแล้วยังพยายามช่วยตีฆ้องร้องป่าวให้ช่วยกันอ่านวิจัยกันให้มากๆ ซึ่งที่ผ่านมา มีงานวิจัยไทบ้านมาให้อ่านแล้ว ๒ ฉบับ คือ "การกลับมาของคนหาปลาที่ปากมูล" และ "แม่น้ำโขง แม่น้ำแห่งชีวิตและวัฒนธรรม" ซึ่งน่าสนใจมากเพราะเป็นงานวิชาการระดับ "รากหญ้า" ทำและนำเสนอโดยชาวบ้านจริงๆ

ขณะนี้งานวิจัยชิ้นใหม่ ถูกนำเสนอออกมาให้อ่านอีกชิ้นแล้ว

คราวนี้เป็นผลงานของเครือข่ายนักวิจัยไทบ้านลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง ที่ทำเรื่อง "นิเวศวิทยาและประวัติศาสตร์ ป่าบุ่งป่าทามลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง" ออกมา น่าประทับใจตามเคย และดูจะสมบูรณ์กว่างาน ๒ ชิ้นแรก เพราะมีการทำแผนที่ มีรูปประกอบ ทำให้เข้าใจและเห็นภาพปลา พืชพรรณ เครื่องไม้เครื่องมือทำกิน ชัดเจนยิ่งขึ้น ฝีมือ "ไทบ้าน" ไม่แพ้ฝีมือนักวิชาการในมหาวิทยาลัยดอก ทำไมต้องเป็นลุ่มแม่น้ำสงคราม ในหนังสือให้ข้อมูลว่า

"แม่น้ำสงครามเป็นแม่น้ำสาขาที่สำคัญของแม่น้ำโขง ในเขตภาคอีสานตอนบนของประเทศไทย แม้ว่าแม่น้ำสายนี้ยาวเพียง ๔๒๐ กิโลเมตร แต่ถือว่าเป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญสายหนึ่งของประเทศ เนื่องจากมีระบบนิเวศน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากกินพื้นที่ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ไร่ มีความยาวประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร นับจากปากแม่น้ำขึ้นไป น้ำท่วมนี้เกิดจากการที่น้ำโขงไหลย้อนกลับคล้ายทะเลสาบเขมร ผนวกกับน้ำหลากจากทางเหนือทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพทั้งระบบนิเวศ พรรณพืช"

ซึ่งนอกจากความหลากหลายทางชีวภาพทั้งระบบนิเวศ พรรณพืชที่ว่าแล้ว ความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำนี้ได้กวักมือเรียกเอาผู้คนจากถิ่นต่างๆ เข้ามาทำมาหากิน แบบสหประชาชาติ ผสมกลมกลืน เป็นพี่เป็นน้อง ไม่ว่า ไทย ลาว ญ้อ โส้ ขอม (เขมร) เวียดนามและจีน

ดินแดนแห่งนี้จึงมีความสำคัญทั้งระบบนิเวศวิทยาและประวัติศาสตร์ จึงถูกต้องอย่างยิ่งที่ "เครือข่ายนักวิจัยไทบ้านลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง" ทำวิจัยครอบคลุมทั้ง ๒ ประเด็น ซึ่งน่าจะเป็นฐานให้มีการต่อยอด ศึกษาประเด็นเหล่านี้ต่อไปในอนาคตได้

แม้ผลสรุปของงานวิจัยจะออกมาในทางที่ทำให้เราไม่สบายใจนัก เพราะชัดเจนว่านิเวศวิทยาของลุ่มสงครามตอนล่างกำลังถูกคุกคามอย่างมาก และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

"ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมาจากการเฝ้าสังเกตของนักวิจัยไทบ้านพบว่าระดับน้ำในแม่น้ำสงครามตอนล่างมีการขึ้นลงอย่างผิดปกติ ซึ่งคาดว่าเกิดจากผลกระทบการพัฒนาในเขตแม่น้ำโขงตอนบน ส่งผลให้น้ำในลำน้ำสงครามแห้งและขึ้นลงผิดปกติ

ผลที่ตามมาก็คือระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง เกิดการระบาดของตะไคร่น้ำ ปลาอพยพและวางไข่ช้าลง ปริมาณปลาที่อพยพเข้ามาก็น้อยลง

นอกจากนั้น ยังทำให้ไทบ้านไม่สามารถจัดงานบุญประเพณีในแม่น้ำสงครามในฤดูแล้งได้เนื่องจากระดับน้ำไม่แน่นอน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าทามลุ่มแม่น้ำสงคราม ทำให้ปลาธรรมชาติที่พบในลุ่มน้ำนี้ใกล้สูญพันธุ์ถึง ๑๔ ชนิด

ขณะที่อีก ๑๑ ชนิด ๕๐ ปีแล้วที่หายสาบสูญไปจากลำน้ำ จนไทบ้านเชื่อว่าอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้วคือ ปลาตองลาย ปลาสะงั่ว ปลาคูณ ปลากวง ปลาโพง ปลาก้วน ปลาหางพร้า ปลาแกง ปลาหว้า ปลาเกด ปลาแมว"

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความไม่น่าสบายใจนี้ ก็ยังพอมีเรื่องน่ายินดีว่า มีไทบ้านจำนวนไม่น้อยได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เช่น การจัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาในชุมชน ด้วยการกำหนดให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามมีการจับปลา หรือในบางเขตมีการตั้งกฎเกณฑ์ไม่ให้มีการใช้เครื่องมือหาปลาเชิงพาณิชย์หรือผิดกฎหมาย และยังใช้ภูมิปัญญาไทบ้าน สร้าง "หุ่ม" ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลาขึ้นมา ความร่วมไม้ร่วมมือของ "ไทบ้าน" เหล่านี้ ทำให้ในท่ามกลางข่าวร้าย ยังมีข่าวดีให้เราได้ชุ่มชื่นใจอยู่ด้วย นอกจากความชุ่มชื่นใจ ที่อนาคตของลุ่มแม่น้ำสงครามยังพอมีความหวังแม้จะริบหรี่ ที่ว่าแล้ว อ่านงานวิจัยของไทบ้านชิ้นนี้แล้ว ได้ความชุ่มชื่นจากความรู้สึกเก่าๆ กลับมาหลายอย่าง อย่าง เรื่องการแลกข้าว แลกปลากัน เนื่องจากชุมชนริมน้ำสงครามมีอาชีพหาปลาเป็นหลัก ความอุดมสมบูรณ์ ทำให้นอกจากมีปลากินไม่อดแล้วยังมีเหลือไปแปรรูป โดยเฉพาะปลาร้าของถิ่นนี้จะมีชื่อเสียงโด่งดังในแง่ความอร่อย เนื่องจากทำจากปลาหนัง และเป็นปลาประเภทเดียวกันทั้งหมด ไม่มีคละเหมือนที่อื่น

นอกจากนี้ ยังมีปลาแห้ง หม่ำกระเพาะปลา ปลาส้ม ปลาแปรรูปเหล่านี้ ถูกนำไปแลกข้าวที่ชาวบ้านย่านนี้ปลูกไม่ได้เนื่องจากน้ำเยอะเกินไป การแลกเปลี่ยนปลากับข้าวนี้เอง ได้ก่อให้เกิด "วิถีชีวิตประจำถิ่น" ที่น่ารัก ซึ่งวันนี้แม้จะไม่มีแล้ว แต่สำหรับคนอีสานตั้งแต่วัยกลางคนขึ้นไป ภาพการแลกข้าวคงฝังอยู่ในใจไม่รู้ลืม ไม่รู้ลืมเพราะเป็นระบบการค้าที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีน้ำใจเป็นสำคัญ เนื่องจากไม่มีการกำหนดอย่างแน่ชัดว่า ข้าวกี่ลิตรจะแลกปลาร้าได้หนึ่งถ้วย มันเป็นความถ้อยทีถ้อยอาศัย ที่ใช้ "ใจ" มากกว่าผลประโยชน์

ในวิจัยชิ้นนี้ได้บันทึกการแลกข้าวแลกปลาของคนในถิ่นนี้ว่า มักจะไปจะไปกันเป็นหมู่ โดยไทบ้านลุ่มน้ำสงครามมักจะออกเดินทางช่วงน้ำลดหรือในช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว คือตั้งแต่เดือนอ้าย-เดือน ๓ โดยการนัดแนะ เมื่อถึงวันนัดทุกคนจะมารวมตัวกันในหมู่บ้าน ต่างคนต่างหอบหิ้วสิ่งของที่ต้องการนำไปแลก ให้เพียงพอกับระยะเวลาซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๒ อาทิตย์ ซึ่งไทบ้านก็จะวางแผนล่วงหน้าด้วยว่าต้องการอะไร เพราะนอกจากข้าวแล้วก็อาจต้องการแลกพริก อ้อย กล้วย มะละกอ เกลือ

พ่อเทียม สิงห์งอย บ้านยางงอย ให้ข้อมูลกับทีมวิจัยไทบ้านว่า การเดินทางเป็นเรื่องสนุกมาก เพราะไปกันหลายคน ก็จะนัดกัน พอถึงวันนัด ผู้ใดหาบก็หาบไป ผู้ใดมีเกวียนก็เอาไป ถึงบ้านใครก็นอนบ้านนั้น คนไม่รู้จักก็ขอนอนได้ ไม่มีรังเกียจกัน ใครที่ถูกอกถูกใจกันมากๆ ก็ "ผูกเสี่ยว" กันเอาไว้ กลายเป็นเครือข่ายเพื่อนฝูงที่เหนียวแน่น คอยช่วยเหลือกันและกันต่อไปในอนาคต พ่อเทียมบอกว่า สัดส่วนของการเอาปลาไปแลกข้าวของแต่ละหมู่บ้านจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย ในบางครั้งถ้าคุยถูกคอหรือไปแลกบ้านเสี่ยวหรือบ้านญาติก็อาจจะแลกได้ปริมาณมากๆ ถือเป็นน้ำใจแลกน้ำใจ

ซึ่งในวันนี้ ภาพแบบนั้นแทบจะไม่เหลือให้เราได้เห็น ได้สัมผัสอีกแล้ว การที่ทีมวิจัยไทบ้าน บันทึกมาให้เราอ่าน ก็พลอยทำให้เกิดอาการชุ่มชื่นใจขึ้นมา
ชุ่มชื่นใจ จนปลาร้าหรือปลาแดก ที่ใครๆ ว่าเหม็นนั้น หอมกรุ่นขึ้นมาในทันที