เลือกหัวข้อเรื่อง

หัวข้อเรื่อง บทบาทหน้าที่ของประชาชนและองค์กร...
เรื่องโดย ดร.สมเกียรติ กสิกรานันท์


ปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาน้ำเสีย และอากาศเป็นพิษ ซึ่งน้ำและอากาศ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ ปัญหาดังกล่าวกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ทั้งนี้เพราะทุกประเทศกำลังแข่งขันกันก้าวข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมทั้งนี้เพราะมีความเชื่อที่ว่า การเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ อุตสาหกรรมชั้นนำของโลกกลับกลายเป็นการสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลย้อนกลับมาทำลายมนุษย์หรือประชาชนในประเทศของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ทั้งทรัพยากร นำ ป่าไม้ แร่ธาตุ ไม่ใช่ในกระบวนการผลิต ทำให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากร น้ำ ป่าไม้ และแร่ธาตุ ที่มีมนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน ความขาดแคลนดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม มีการแย่งชิงการใช้ทรัพยากรของชุมชนในท้องถิ่น จนทำให้เกิดปัญหาการเรียกร้อง การคัดค้าน การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนขึ้น เช่น การสร้างโรงงานกำจัดของเสีย การสร้างเขื่อน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การสร้างโรงงานไฟฟ้าทั้งที่ใช้พลังน้ำ ถ่านหินและพลังนิวเคลียร์

ปัญาดังที่ยกตัวอย่างมานี้ประเทศไทยของเราก็ประสบปัญหาในด้านนี้เช่นกัน และนับวันกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้มีอำนาจในการควบคุมการจัดสรรทรัพยากรทั้งน้ำ ป่าไม้ อากาศและแร่ธาตุ นั่นก็คือ อำนาจรัฐกับประชาชนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดสรรทรัพยากร

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนในท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นที่พอจะยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียและอากาศเป็นพิษแก่สิ่งแวดล้อมในอดีต โรงงานน้ำตาลในแถบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง โรงงานน้ำตาลน้ำพอง โรงงานฟินิกต์ฯ

ปัญหาจากการสร้างเขื่อนปากมูลมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในลุ่มแม่น้ำมูลที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นลุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดก็ถูกทำลายลงไปด้วยการที่รัฐบาลตัดสินใจสร้างเขื่อนจนกระทั่งทำให้เกิดปัญหาประท้วงของราษฎรซ้ำซากมาเป็นระยะเวลานาน การสร้างเขื่อนราษีไศลที่ทำให้น้ำในเขื่อนสร้างแรงกดดันให้หินเกลือที่อยู่ใต้ผิวดินเกิดการซึมทะลักขึ้นมาบนผิวดิน ทำให้ไร่นาของประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไม่สามารถปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตเหมือนเมื่อครั้งในอดีต

ปัญหาในการสร้างโรงไฟฟ้า พลังนิวเคลียร์ หรือถ่านหิน ปัญหาการวางท่อก๊าซพม่าและมาเลย์ ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับรัฐจนกลายมาเป็นปัญหาในทางการเมืองของรัฐบาลเกือบทุกยุคทุกสมัย

ในปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะว่าเดิมรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรแต่เพียงผู้เดียว ประชาชนในท้องถิ่นจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรนั้น รัฐก็มีอำนาจโดยชอบตามกฎหมายที่จะจัดการจัดสรรได้โดยลำพัง จากการดำเนินการของรัฐ บางโครงการสร้างผลกระทบต่อคนในชุมชน เป็นการจัดสรรที่ดินทำกิน การสร้างเขื่อน การให้สัมปทานสร้างโรงงานอุตสาหกรรมจนคนในชุมชนต้องออกมาประท้วง สิ่งที่พวกเขาได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการต่าง ๆ ของรัฐ

ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยเปิดโอกาสให้ชุมชนในท้องถิ่นช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมหรือมีส่วนในการรักษาไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนในสังคมและการใช้อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐแต่เดิมก็มิได้ถามความสมัครใจของชุมชน และชุมชนก็คัดค้านไม่ได้ทางออกของปัญหา ดังนั้นจึงมีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่โดยการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญและในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๔๐ ก็ได้บรรจุหลักการที่สำคัญเกี่ยวกับสิทธิของชุมชนในเรื่องดังกล่าวได้

ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อจะได้ทราบถึงสิทธิหน้าที่ในการรักษา อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่นให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

บทบาทหน้าที่ของรัฐต่อการใช้ทรัพยากรและรักษาสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของรัฐในการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์ และการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการรักษาสิ่งแวดล้อมเอาไว้อย่างชัดเจน อันเป็นการตีกรอบในการใช้อำนาจของรัฐในเรื่องทรัพยากรธรรมชาตและสิ่งแวดล้อม ดังนี้

๑. รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา ใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวิภาพอย่างสมดุลย์
๒. รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริม บำรุงรักษาและคุ้ม ครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
๓. รัฐต้องจัดระบบการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม จัดหาแหล่งน้ำเพื่อ การเกษตรกรรมให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง
๔. รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การ ตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งการตรวจสอบใช้อำนาจทุกระดับ
๕. รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ
๖. รัฐจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้มีการศึกษาและประเมินผลต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยรัฐต้องจัดให้มีองค์กรอิสระ ให้ความเห็นประกอบก่อนดำเนินการทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ


บทบาทหน้าที่ของประชาชนและองค์กรชุมชนท้องถิ่นต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้กำหนดบทบาทหน้าที่และสิทธิของประชาชน ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเอาไว้ดังต่อไปนี้
การได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพและในการคุ้มครองส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของตน

๑. บุคคลมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา
๒. บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและการมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยกรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลย์และยั่งยืน ทั้งนี้ตาม กม.บัญญัติ
๓. บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือส่วนราชการท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตหรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่นและมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว (สิทธิในการร่วมทำประชาพิจารณ์) ปัจจุบันหากรัฐจะจัดทำโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตหรือมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดกับประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่น รัฐจะชี้แจงเหตุผลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย โดยการจัดทำประชาพิจารณ์ ก่อนที่รัฐจะอนุญาตหรือดำเนินการตามโครงการนั้น ตามกระบวนการรับฟังความ คิดเห็นที่กฏหมายกำหนด
๔. องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบัญญัติเพื่อส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมดังนี้ (8)(สิทธิของชุมชน) การจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อมที่ในเขตพื้นที่
๔.๑ การเข้าไปมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาตและสิ่งแวดล้อมที่ อยู่นอกเขตพื้นที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน
๔.๒ การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใด นอกเขตพื้น ที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่


กลไกการคุ้มครองสิทธิของประชาชน กลไกคุ้มครองสิทธิ คือ มาตรการในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ที่กฎหมายรัฐธรรม นูญ ฉบับที่ พ.ศ . ๒๕๔๐ ได้รับรองไว้ หากประชาชนถูกละเมิดสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็สามารถเลือกใช้มาตรการคุ้มครองสิทธิที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๐) บัญญัติไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ สามารถเชื่อมโยงมาใช้เพื่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิในด้านสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง ได้แก่

๑.
มาตรการทางศาลยุติธรรม
๑.๑
การให้สิทธิประชาชนที่ฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วน ท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ แบ่งเป็น ๒ กรณี
๑.๑.๑
ประชาชนหรือองค์กรท้องถิ่นถูกละเมิดสิทธิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือการดำเนินโครงการที่ก่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม
๑.๑.๒
การกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น อันเป็นการทำให้ประชาชนหรือองค์กรท้องถิ่นถูกละเมิดสิทธิ
 
๒.
มาตรการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ
๒.๑
การให้สิทธิของประชาชน เรียกตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร รับฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานของรัฐ
๒.๒
การให้สิทธิประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางการปกครอง อันมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของคน
๒.๓
การให้สิทธิประชาชน จำนวน ๕๐,๐๐๐ คน ที่จะถอดถอนผู้ใช้อำนาจรัฐออกจาก ตำแหน่งหรือเสนอกฎหมาย
๒.๔
หากประชาชนพบว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ใช้อำนาจรัฐ ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผลต่อตำแหน่งหน้าที่ กระทำผลต่อตำแหน่งหน้าที่ยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือการดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อประชาชน ก็สามารถร้องขอให้ ปปช. วินิจฉัยความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวได้
๒.๕
สิทธิในการจัดชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นการต่อสู้แบบสันติวิธี
 
๓.
มาตรการทางศาลปกครอง ประชาชนอาจฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐหรือผู้ใช้อำนาจรัฐที่เป็นการละเมิดสิทธิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือการดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อตนและเป็นการพิพาทโดยการใช้อำนาจปกครอง ก็สามารถนำฟ้องต่อศาลปกครองโดยตรงได้
 
๔.
มาตรการผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ประชาชนมีสิทธิร้องเรียนสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานหรือคนของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูยหรือศาลปกครองพิจารณาตามแต่กรณี
 
๕.
การถูกละเมิดสิทธิประชาชนสามารถยกบทบัญญัติใน รธน. ขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในชั้นศาลได้ตลอดเวลา บทสรุป



บทสรุป
ประชาชนและองค์กรท้องถิ่นจะต้องศึกษาบทบาท สิทธิหน้าที่ของตนในการบำรุงรักษา จัดการ สิ่งแวดล้อมและคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยต้องทราบถึงสิทธิและบทบาทที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างละเอียด เพราะการใช้อำนาจรัฐจัดการหรือเข้าจัดสรรสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ หรือการปฏิบัติจากหน่วยงานหรือคนของรัฐอาจเป็นฝ่ายฝืนหลักเกณฑ์ของสิทธิมนุษย์ ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิเช่นว่านั้น ย่อมมีสิทธิ์โดยชอบที่จะติดตาม ทวงถามเอาคืนได้เสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์สินแห่งตน และควรศึกษามาตรการคุ้มครองสิทธิตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อที่จะได้นำไปใช้รักษาสิทธิของตนต่อไป