เลือกหัวข้อเรื่อง

หัวข้อเรื่อง วิถีคน แห่งลุ่มน้ำสงคราม
เรื่องโดย หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วัฒนธรรมปลาแดก : วิถีอยู่เย็นชาวปากยาม

"เวลาพวกเฮาไปเลี้ยงควาย ที่ขาดไม่ได้เลยคือ ปลาแดกตำใส่น้ำพริกแล้วหมกใส่ใบตอง" สุริยา โคตะมี ชาวบ้านปากยามและประธานเครือข่ายนักวิจัยไทบ้าน ลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง เล่าถึงวัฒนธรรมปลาแดกที่ไม่ใช่แค่เพียงอาหาร แต่คือวิถีชีวิตที่ผูกพันและพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติ

"แม่โดนเงี่ยงอยู่เรื่อย แต่ปวดนิดหน่อยก็สิหายไปเอง ถ้าไม่เอาออกก็สิทิ่มปากทิ่มถุง อย่างแรกสูตรของแม่ก็เอาปลาซาว (ผสม) เกลือจากหัวแฮดในอัตราส่วน ๓ ต่อ ๑ (ปลา ๓ กิโลกรัม ต่อ เกลือ ๑ กิโลกรัม) รำของเฮาเป็นรำข้าวเหนียว รับมาจากโรงสีเอ่มาคั่วใส่กระทะ" แม่สาคร มงคล ประธานกลุ่มแม่บ้านปากยาม เล่าถึงการทำปลาแดกในถิ่นปากยาม แม่สาครบอกว่า ปลาแดกที่เกิดจากรำข้าวเหนียว ได้สีแดง มีกลิ่นหอม เนื้อปลาแน่นไม่เปื่อย ต่างกับปลาร้าที่ใช้ข้าวคั่ว เคล็ดลับความอร่อยนั้น แม่สาครบอกว่าอยู่ที่ "เกลือ"

"ปลาแดกไม่หนีกับเกลือ เฮาเอาเกลือจากหัวแฮดมาทำเป็นร้อยปี ไม่เคยมีปัญหาระบบนิเวศ" สำหรับเกลือที่ชาวบ้านปากยามเฉพาะเจาะจงเลือกใช้ทำปลาแดกก็คือ เกลือที่มาจากหัวแฮด ซึ่งอยู่ในเขตบ้านท่าสะอาด อำเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคาย เพราะพวกเขาเชื่อว่าทำให้ปลาแดกมีรสชาติอร่อย

"วัฒนธรรมปลาแดก" เป็นมากกว่าการเป็นอาหาร หากยังทำหน้าที่ประสานจิตใจของคนในชุมชนและประกันความมั่นคงทางด้านอาหารของพวกเขาด้วยว่าจะมีอาหารกินไปตลอดปี เพราะนอกจากกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ปลาแดกยังแฝงถึงปริมณฑลอันกว้างขวางของคำว่า "วิถีแห่งชีวิต" ของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งถือเอาข้าวเหนียว ลาบ ส้มตำ หมอลำ และปลาแดกเป็นจิตวิญญาณ ดังนั้น "วัฒนธรรมปลาแดก" จึงเป็นต้นธารแห่งชีวิตของชาวอีสาน หากปลาแดกยังคงหอมอบอวลทั่วลำน้ำสงคราม ความอยู่ดีกินดีของพี่น้องชาวอีสานก็จะคงอยู่ตลอดไปด้วย

ป่าบุ่งป่าทาม : การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลชีวิต

เมื่อกล่าวถึงวัฒนธรรมปลาแดกแล้ว คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึงปัจจัยเกื้อหนุนความอยู่ดีมีสุขของผู้คนลุ่มน้ำสงครามอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ "ป่าบุ่งป่าทาม" ป่าทาม คือ ที่น้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลาก ขณะที่ป่าบุ่งจะเป็นบริเวณหนองที่ต่ำ ซึ่งกลายเป็นหนองน้ำยามหน้าแล้งนั่นเอง ชาวบ้านเลยเรียกสภาพป่าเช่นนี้รวมกันว่าป่าบุ่งป่าทาม โดยทามประกอบไปด้วยทรัพยากรหลายชนิด เช่น ไผ่กะซะ และพืชทนน้ำขังมากกว่า ๑๐๐ ชนิด และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำอย่าง เต่านา ไก่ป่า กระต่าย อีเห็น กระรอก กระแต หนู งู และนก นักวิชาการป่าไม้แบ่งป่าเช่นนี้ย่อยลงไปอีกถึง ๓ ประเภท คือ ป่าน้ำท่วม ป่ากึ่งลุ่มกึ่งโคก และป่าโคก

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์น้ำแดงหรือน้ำท่วมที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานนับเดือน ทำให้ปลาจากแม่น้ำโขงเข้ามาอาศัยและวางไข่บริเวณปากน้ำสงครามเป็นจำนวนมาก และเมื่อน้ำลด ปลาจะยังคงตกค้างอยู่ในบุ่ง จนกลายเป็นจุดกำเนิดของ "วัฒนธรรมปลาแดก" ในที่สุด ปัจจุบันเศรษฐกิจของชาวบ้านในลุ่มน้ำสงครามตอนล่างยังคงขึ้นอยู่กับผลผลิตจากป่าบุ่งป่าทาม ทั้งปลาสดและปลาแปรรูป พรรณพืชธรรมชาติ การเลี้ยงวัวควาย และการทำเกษตรทาม ความอยู่เย็นเป็นสุขจากการหาอยู่หากินตามธรรมชาติเหล่านี้ มีความงดงามและเต็มไปด้วยสีสันอันอบอุ่นของวิถีชีวิตที่ไม่เดือดร้อนอะไร

ทว่า กระแสการพัฒนาภายใต้เงื่อนไขทุนนิยมที่กำลังรุกเข้าไป กำลังจะทำให้แม่น้ำสงครามไม่สามารถไหลได้อย่างมีอิสระ ท่ามกลางวิกฤตของป่าบุ่งป่าทามและลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง ชาวบ้านต่างตระหนักและพยายามแก้ไขปัญหา เช่น การจัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาในชุมชน และตั้งกฎเกณฑ์ไม่ให้มีการใช้เครื่องมือหาปลาเชิงพาณิชย์ หรือผิดกฎหมาย และยังใช้ภูมิปัญญาไทสร้างบ้าน "ฮุ่ม" ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลา กิจกรรมเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการระดับอำเภอ บางชุมชนนำโดยพระสงฆ์ นอกจากนี้ยังมีทีมวิจัยไทบ้านที่ชาวบ้านร่วมกันชูทรัพยากรอันมีค่าของลุ่มน้ำสงคราม เพื่อต่อต้านการทำลายโดยการสร้างเขื่อนอีกด้วย

วิจัยไทบ้าน : ทางออกของคนลุ่มน้ำสงคราม

วิจัยไทบ้านนั้น อาศัยการรวมกลุ่มในการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ มีกระบวนการและขั้นตอนวิธีการศึกษาวิจัยที่สร้างสรรค์ร่วมกับผู้ช่วยนักวิจัย ซึ่งไทบ้านไม่เพียงมีสวนร่วมทุกขั้นตอนเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเจ้าขององค์ความรู้ดังกล่าว รวมทั้งเป็นผู้กำหนดประเด็นการศึกษาวิจัย มีกรจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบระเบียบ สามารถสื่อสารกับสาธารณะได้ง่ายขึ้น

วิจัยไทบ้านจะช่วยอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยอาศัยผู้รู้และภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีการสั่งสมมายาวนาน เป็นการใช้คุณค่าของคนในพื้นที่ในการแสดงศักยภาพตัวตนของชุมร่วมกัน จึงเป็นที่เข้าใจกันถ้วนหน้า เพราะไม่มีวิชาการมาวุ่นวายทำให้ปวดหัว ทั้งนี้ก็เพื่อการจัดการทรัพยากรและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรมอันเกิดขึ้นกับชุมนอย่างยั่งยืน และงานวิจัยไทบ้านจะเป็นส่วนสำคัญที่ตอบคำถามเกี่ยวกับการพัฒนาและการจัดการทรัพยากรอย่างมีเป้าหมาย นั่นคือ เพื่อร่วมรวมองค์ความรู้ของไทบ้านที่มีอยู่อย่างเป็นระบบ สามารถนำเอาองค์ความรู้ที่ได้รวบรวมไว้เป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งมักมาจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน

งานวิจัยไทบ้านได้นำเอาวิธีวิทยาแบบวิจัยมาปรับใช้ โดยให้ความสำคัญกับความรู้ไทบ้านเรื่องระบบนิเวศ และการเข้าถึงทรัพยากร ประวัติศาสตร์ชุมชน ทั้งการตั้งถิ่น ระบบเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตไทบ้านในป่าทาม ด้วยมุ่งหวังความอยู่เย็นเป็นสุขที่อิงรากเหง้า สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปจากสภาพความเป็นจริง ซึ่งไทบ้านเป็นผู้ใกล้ชิดและรับผลกระทบโดยตรง ตลอดแนวแม่น้ำสงครามที่มีความยาวถึง ๔๒๐ กิโลเมตร ไหล่ผ่านจังหวัดสกถลนคร อุดรธานี หนองคาย และนครพนม ไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่บริเวณอำเภอท่าอุเทนในจังหวัดนครพนม มีพื้นที่รับน้ำ ๑๒,๗๐๐ ตารางกิโลเมตร ในช่วงต้นน้ำมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำเป็นระยะ ๆ โดยการพัฒนาของรัฐ นอกจากนี้ยังมีแผนการสร้างเขื่อนบริเวณปากแม่น้ำสงคราม ซึ่งนับเป็นข่าวร้ายของชาวบ้านที่นี่

ขณะที่ทีมงานวิจัยไทบ้านพบพันธุ์ปลาถึง ๑๒๔ ชนิด จาก ๔ หมู่บ้าน ปริมาณเครื่องมือหาปลาที่ไทบ้านผลิตขึ้นมาใช้เองถึง ๔๔ ชนิด ปัจจุบันพบไทบ้านใช้ ๓๒ ชนิด นอกจากนี้งานวิจัยไทบ้านยังพบว่า ในพื้นที่ทำการศึกษามีจำนวนพรรณพืชสามารถใช้ประโยชน์ได้มากกว่า ๒๐๘ ชนิด เนื่องจากดินในบริเวณป่าบุ่งป่าทามมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุที่มากับน้ำในฤดูฝน ทำให้พบพันธุ์ข้าวท้องถิ่นถึง ๗๗ ชนิด ซึ่งปัจจุบันใช้ปลูกเพียง ๑๔ ชนิด ขณะที่ ดร.ชวลิต วิทยานนท์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลาในลุ่มน้ำโขงระบุว่า มีพันธุ์ปลากว่า.......ในลุ่มน้ำสงคราม

แต่เมื่อมีการสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำเป็นช่วง ๆ ส่งผลต่อการไหลของน้ำในลำน้ำและการอพยพของปลาขึ้นไปวางไข่ในช่วงบนขึ้นไปอย่างแน่นอน นอกจากนี้เขื่อนยังเป็นตัวทำให้ระดับน้ำทางตอนล่างลงไปลดลงจนขอดวัง ทำให้มีการจับปลาอย่างมาก เป็นสาเหตุของการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำอีกทางหนึ่ง

วิกฤตดังกล่าว ชาวลุ่มน้ำสงครามต่างตระหนักถึงผลกระทบที่โยงใยวิถีชีวิตของพวกเขากับแม่น้ำและป่าบุ่งป่าทามที่กำลังจะถึงกาลอวสาน จึงมีผู้นำกลุ่มเกิดขึ้นเพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของสายน้ำ ด้วยการร่วมมือกับฝ่ายต่าง ๆ จนเกิดเป็นวิจัยไทบ้านขึ้นมา ทั้งนี้ องค์ความรู้ที่ได้ ยังนำไปใช้ในการจัดการทรัพยากรในชุมชนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนมองเห็นคุณค่าหรือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนของตนเอง ส่งผลให้ชุมชนตระหนักว่าทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนเองเป็นของชุมชน รู้สึกรักและหวงแหน รวมทั้งช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชนร่วมกันอย่างยั่งยืน

ที่สำคัญคือ กระบวนการวิจัยไทบ้านทำให้ไทบ้านหลายกลุ่มอาชีพมา "โส" กัน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น การแสวงหาแนวทางเพื่อยกเลิกการใช้เครื่องมือหาปลาเชิงพาณิชย์โดยไม่มีความขัดแย้ง งานวิจัยไทบ้านจึงเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแก้ไขปัญหาโดยเริ่มจากชุมชนเอง อันทำให้ชมรมอนุรักษ์ฟื้นฟู ลุ่มน้ำสงคราม องค์กรชาวบ้านได้รับรางวัลองค์กรชุมชนจัดการลุ่มน้ำดีเด่นระดับประเทศจากสถาบันสิ่งแวดล้อมได้

ทว่า ความมุ่งหวังของชาวบ้านลุ่มน้ำสงครามยังไม่จบลงเท่านี้ ยังมีโครงการจัดทำแผนการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง เพื่อเสนอว่า การจัดการลุ่มน้ำที่ยั่งยืนภายใต้การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของชาวบ้านเป็นอย่างไร นับเป็นลุ่มน้ำแรกที่ภาคประชาชนพยายามพลักดันให้เกิดแผนจากระดับชุมชนเอง เพื่อที่จะเสนอเป็นทิศทางการจัดการลุ่มน้ำแบบองค์รวม ซึ่งไม่ได้มองแต่ตัวน้ำเท่านั้น หากยังมองถึงวิถีการผลิตของชาวลุ่มน้ำอย่างมีสัมพันธ์กันระหว่างทรัพยากรดิน น้ำ ป่า และประมง

แม่น้ำสงครามขณะนี้กลังถูกทำลายด้วยเขื่อนเช่นเดียวกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ในอีสาน เพราะการสร้างเขื่อนตอนบนลำน้ำเป็นเหมือนการตัดหั่นตาน้ำที่ไหลเลี้ยงไปถึงตอนล่าง แม่น้ำสงครามกำลังจะตายอีกสายหนึ่ง หากไม่มีการทบทวนคือยุติโครงการไว้ก่อน และศึกษาผลกระทบของโครงการก่อนที่แม่น้ำสายสุดท้ายของอีสานจะถูกทำลายไปอีก

การต่อสู้บนเส้นทางการรวมองค์ความรู้แบบวิจัยไทบ้าน นับเป็นมิติใหม่ของการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาผสานกับหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยดับการอยู่ร้อนนอนทุกข์ที่กำลังคุกคามพวกเขาอยู่ในขณะนี้

เพราะความอยู่เย็นเป็นสุขของผู้คนลุ่มน้ำสงคราม ไมได้มาจากกลิ่นเย้ายวนของเม็ดเงิน หากแต่มาจากกลิ่นหอมของปลาแดก และการพึ่งพิงป่าบุ่งป่าทามนั่นเอง