เลือกหัวข้อเรื่อง

หัวข้อเรื่อง ให้ความจริง ความดีและความงามคู่ลำน้ำสงคราม
เรื่องโดย วราภรณ์ พันธุ์พงศ์ สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.)


เรือท้องแบนเกือบสิบลำพาคณะพวกเราแล่นออกจากฝั่งแม่น้ำสงครามตอนล่าง ณ บ้านท่าบ่อ ตำบลท่าบ่อสงคราม อำเภอศรัสงคราม จังหวัดนครพนม ฝ่าสายฝนพรำและไอหมอกหนาวยะเยือก มุ่งสู่ทิวไม้เขียวขจีที่เรียงรายอยู่บนเบื้องหน้า

ชาวบ้านพาเราเดินขึ้นไปบนป่าผลัดใบหรือป่าบึงน้ำจืด ซึ่งไทบ้านลุ่มน้ำสงครามขนานนามว่า "ป่าบุ่งป่าทาม" เป็นป่าที่เติบโตได้ทั้งในสภาพน้ำท่วมและแล้ง อันเป็นลักษณะเฉพาะของลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง ที่ในฤดูฝนน้ำในแม่น้ำโขงจะไหลบ่าเข้ามาในฤดูฝนทำให้เกิดทะเลสาบขนาดน้ำจืดครอบคลุมประมาณหกแสนไร่ ก่อนที่จะค่อยๆแห้งลงหลังจากนั้น

ป่าใหญ่ผืนนี้เองเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติหล่อเลี้ยงชีวิตคนลุ่มน้ำสงครามมาหลายชั่วอายุคน มาว่าจะเป็นพรรณพืชทั้งกินและใช้สอยหลายร้อยชนิด อย่างไผ่กะซะ ที่ชาวบ้านบอกว่า ในหน้าน้ำยอดของมันจะลอยปริ่มน้ำรอคนพายเรือเด็ดไปกิน มะดันเปรี้ยวชุ่มฉ่ำ มะเฟืองน้ำ ผักกระโดน ฯลฯ รวมถึงสัตว์ตัวเล็กๆ ที่นำมาทำอาหารได้ อย่าง ไก่ป่า กระรอก นก หนู อีเห็น งู ที่สำคัญยังเป็นแหล่งวางไข่ของปลานานาพันธุ์ เห็นได้จาก "หวอด" ของปลาที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้เล็กๆ สูงในป่าทามช่วงที่น้ำลดไปแล้ว

เดินเลาะไปจนสุดชายป่า ควายฝูงใหญ่รวมทั้งลูกแหง่น่าเอ็นดูกำลังเล็มหญ้าตรงริมฝั่งน้ำ มีคนบอกว่า พวกมันจะมีเพื่อนมากกว่านี้ ถ้าป่าทามไม่ถูกยึดครองโดยนายทุนที่เข้ามาทำธุรกิจตั้งแต่สิบปีก่อน เพราะนี่คือทุ่งเลี้ยงวัว-ควายที่ดีที่สุดสำหรับไทบ้านลุ่มน้ำสงครามที่เลี้ยงกันเป็นอาชีพ

แม่น้ำวันนั้นอุ่นจัด ตัดกับอากาศรอบตัวโดยสิ้นเชิง ราวกับสถานการณ์ลุ่มน้ำสงครามตอนล่างยามนี้ที่ทวีความรุณแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งน่าใจหาย

ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือหาปลาเชิงพานิชย์ของผู้มาทีหลังอย่างไม่คิดถึงคนอื่นอยู่ก่อน การเผาถ่านในป่าทามการรุกที่เพื่อทำธุรกิจการเกษตรของนายทุน รวมไปถึงการแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในแบบของรัฐที่มองเฉพาะตัวน้ำเพียงอย่างเดียว จนทำให้เกิดฝายต่าง ๆ (ซึ่งก็ไม่ต่างจากเขื่อน) ขึ้นมาในลุ่มน้ำสงครามตอนบน อันส่งผลกระทบถึงคนปลายน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่น ปัญหาดินเค็มที่กระจายตัวมาในน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำสงคราม และรอวันส่งผลกระทบต่อป่าบุ่งป่าทามและเพาะปลูกริมฝั่ง การสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำที่เป็นอุปสรรคกับปลาซึ่งต้องอพยพไปวางไข่ที่ต้นน้ำ ทั้งยังทำให้ปลายน้ำแห้งขอด ปลาจึงถูกจับคราวละมาก ๆ เป็นการทำลายพันธุ์ปลาอย่างหนึ่ง และการขุดลอกลำน้ำที่คาดว่าจะทำลายป่าริมตลิ่ง กลายเป็นคันดินปิดกั้นทางน้ำเดิทของเกษตรกร

แม้ความเดือดร้อนที่ตามมายังไม่เกิดขึ้นในวันสองวัน แต่สำนึกต่อลูกหลานของไทบ้านทำให้พวกเขมิอาจนิ่งเฉย ชมรมอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งเคยออกมารณรงค์คัดค้านโครงการเขื่อนน้ำสงครามด้วยถ้อยคำว่า "ขอให้น้ำสงครามไหลอิสระตลอดไป" เพื่อที่จะผิดหวังในเวลาต่อมา จึงต้องมาร่วมมือร่วมใจกันอีกครั้ง

แผ่นกระดาษหุ้มพลาสติก ภายในมีซากเห็ดสีน้ำตาลติดตรงกลาง ด้านล่างมีข้อความ "เห็ดผึ้งทาม พบตามร่มไม้ที่มีความชึ้นเหมาะสม นำมาแกง นึ่ง ก้อย ผัด มีรสชาติเปรี้ยวนิดหน่อย เมื่อน้ำท่วมป่าทาม ดอกที่ยังค้างอยู่เป็นอาหารของสัตว์น้ำ" ติดอยู่บนแผ่นนิทรรศกาลใต้ถุนบ้าน

นี่คือส่วนหนึ่งของหนังสือ "นิเวศวิทยาและประวัติศาสตร์ : ป่าบุงป่าทามลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง" ที่ เครือข่ายนักวิจัยไทบ้าน ลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง ช่วยกันค้าหาและรวบรวมจากหมู่บ้าน ๔ แห่ง ใน อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม รวม ๗ เรื่อง ได้แก่ ๑.ระบบนิเวศ ๒.พันธุ์ปลา ๓.พรรณพืชป่าบุ่งป่าทาม ๔.ความรู้ในการใช้เครื่องมือหาปลา ๕.การเลี้ยงวัว-ควาย ๖.การเกษตรและการจัดการน้ำในป่าทาม และ ๗.สังคม วัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจและประวัติศาสตร์ชุมชน

เกือบ ๒ ปี ถึงวันนี้พวกเขามีข้อมูลในมือ และตั้งใจใช้เป็นเครื่องมือผลักดันให้รัฐ คือ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็น "คนนอก" ได้รับรู้และเห็นความสำคัญ เพื่อจัดทำนโยบายออกมาปกป้องความจริง ความดีและความงาม เหล่านี้ให้อยู่คู่ชุมชน และหล่อเลี้ยงชีวิตไทบ้านรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

ความจริงที่ว่า ลุ่มน้ำสงครามทีความหลากหลายทางชีวภาพมากเหลือเกิน มีระบบนิเวศย่อยถึง ๒๘ ระบบ พรรณพืชในป่าทามที่ไทบ้านรู้จักและใช้ประโยชน์ได้กว่า ๒๐๘ ชนิด พันธุ์ปลา ๑๒๔ ชนิด (มีปลาหากยากจำนวน ๑๔ ชนิด และปลาใกล้สูญพันธุ์ ๑๒ ชนิด) เต่า ๖ ชนิด กุ้ง ๔ ชนิด หอย ๑๐ ชนิด ปู ๔ ชนิด และแมงต่างๆ อีก ๖ ชนิด

และในอดีตความดีงามที่ไทบ้านทั้งฆราวาสและสงฆ์ต่างพยายามแก้ไขปัญหาเหล่าที่เท่าที่จะทำได้ ด้วยการออกกฏระบียบอนุรักษ์พันธุ์ในชุมชน ห้ามใช้เครื่องมือหาปลาเชิงพาณิชย์หรือผิดกฏหมาย หรือการสร้าง "หุ่ม" เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของปลา เป็นต้น

งานวิจัยประสาไทบ้านคงมีข้อบกพร่องหลายประการเมื่อถูกวัดด้วยมาตรฐานทางวิชาการ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือพลังในการทำงานที่เกิดจากความเป็นเจ้าของพื้นที่ และการแก้ปัญหาที่คิดถึงความเป็นจริงว่า มีความหลากหลายและเชื่อมโยงกันจนไม่อาจแก้ไขปัญหาใดเพียงเรื่องเดียว โดยไม่มองเรื่องอื่น

แม้แต่จะออกหาปลา ผู้เฒ่าไทบ้านยังต้องเคารพสายน้ำด้วยดอกไม้และคำบอก "สิลงหาปลาแล้วเด้อ" ทว่าคนนอกที่ไม่เคยแม้แต่สัมผัสวิถีชีวิตลุ่มน้ำ กลับอ้างสิทธิในการจัดการแม่น้ำโดยยึดตนเป็นที่ตั้ง ไม่พยายามแลเห็นว่าลำน้ำและสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่โดยรอบนี้ผูกโยงกับชีวิตชาวบ้านอย่างไร

กว่าจะได้หวนกลับไปอีกครั้ง จึงไม่แน่ใจเลยว่าถึงวันนั้นเราจะได้เห็นแววตาแจ่มใสผสานรอยยิ้มและเสียงหยอกเย้าอย่างมีความสุขตามประสาไทบ้านลุ่มน้ำสงครามเช่นยามนี้อีกหรือไม่