คอลัมน์ คนผ่านประสบการณ์
เรื่องโดย สาวภูไท
หัวเรื่อง ชีวิตที่ผ่านมา....กับเวลาที่ผ่านไปของสาวภูไทตัวน้อยๆ


ชีวิตของฉันเริ่มต้นมาจากจุดเล็ก ๆ ในครอบครัวต่างจังหวัด และเติบโตมาด้วยความรัก ความเอาใจใส่จากพ่อแม่ พี่น้อง ซึ่งไม่แตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ จนกระทั่งเข้ามาศึกษาที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสกลนคร โดยฉันเลือกที่จะเข้าเรียนในโปรแกรมวิชาการพัฒนาชุมชน ซึ่งคาดหวังว่า วันหนึ่งฉันจะเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งในสังคมในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีความสุขในชุมชนที่ฉันได้เกิดมา และแล้วการเข้ามาร่วมงานครั้งแรกในตำแหน่งผู้ช่วยนักวิจัยไทบ้านลุ่มน้ำสงครามกับสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) ซึ่งขณะนี้ได้ใช้ชื่อโครงการว่า "โครงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำโขง หรือเรียกสั้น ๆ ว่า โครงการ MWBP" ซึ่งในครั้งนั้นเองเปิดโลกการเรียนรู้ของฉันหลังจากคร่ำเคร่งในตำราเรียนมามากว่า 3 ปี

ในตอนนั้นทางองค์กรได้ทำงานวิจัยไทบ้านลุ่มน้ำสงคราม ได้ทำอยู่ 6 ประเด็น คือ เรื่องพันธุ์ปลา เครื่องมือหาปลา ระบบนิเวศ พรรณพืช การเกษตร การจัดการน้ำ และเรื่องการเลี้ยงวัว-ควาย การทำงานร่วมกับนักวิจัยไทบ้าน หรือชาวบ้านที่หันมาให้ความสนใจในการศึกษาวิจัยในสิ่งรอบตัวพวกเขาเหล่านั้น เพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่าง ๆ หากมีการพัฒนาจากภายนอกเข้ามานั้น ถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ และได้รับความสนใจจากสังคมโดยรวมน้อยมาก แต่ถึงกระนั้นนักวิจัยไทบ้านทุกคนก็ได้ร่วมแรงร่วมใจ และมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ซึ่งโครงการฯ ขณะนั้นได้เริ่มต้นด้วย 4 หมู่บ้านเป้าหมาย คือ บ้านอ้วน ตำบลหาดแพง บ้านท่าบ่อ ตำบลท่าสงคราม บ้านยางงอย ตำบลศรีสงคราม บ้านปากยาม ตำบลสามผง ซึ่งหมู่บ้านที่กล่าวมาอยู่ในเขตอำเภอศรีสงคราม

การมีส่วนร่วม ถือเป็นปรัชญาหลักในการทำงานเป็นผู้ช่วยนักวิจัย ไม่ว่านักวิจัยจะทำกิจกรรมใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการหาปลา การเลี้ยงวัว-ควาย เป็นต้น แรก ๆ ก็รู้สึกเคอะเขิน เก้ ๆ กัง ๆ เพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่เชื่อมั๊ยว่า การได้ลองลงมือทำในสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ทำให้เกิดการเรียนรู้ และการตั้งใจจริงที่จะฝึกฝน ทำให้ฉันมีความสุข และสนุกสนานไปกับงานที่ทำมากกว่าความเหน็ดเหนื่อย การเริ่มซึมซับถึงวัฒนธรรม และการเข้ามาใช้ชีวิตอยู่กับนักวิจัยไทบ้าน บางครั้งเป็นเดือน ๆ นั้น ทำให้ฉันได้รับความรัก และอบอุ่นจากไทบ้านเหมือนอยู่ที่บ้านตัวเอง และนี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งทีเป็นกำลังใจให้ฉันฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ จนถึงทุกวันนี้
และเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปเข้าสู่โลกโลกาภิวัฒน์แล้วนั้น การทำงานอย่างมีส่วนร่วมอยู่ในหมู่บ้านตัวเองนั้นเป็นการจำกัดการเรียนรู้ของนักวิจัย ดังนั้นทางโครงการฯ จึงได้สนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยน และเรียนรู้จากที่อื่น เพื่อให้เกิดการพัฒนาแนวคิด และเปิดโลกทัศน์ของไทบ้านอีกด้วย ที่ผ่านมานักวิจัยไทบ้านได้มีการเดินทางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับพี่น้องจากอ. ราษีไศล จ.ศรีษะเกษ พี่น้องจากแก่งเสือเต้น ต.สะเอียบ อ.สอง จ.พี่น้องจากสาละวิน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และพี่น้องจาก อ. เชียงของ จ.เชียงราย หรือแม้กระทั่งพี่น้องที่อยู่ไกลออกไป แต่มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน นั่นก็คือพี่น้องจาก อ.สะตรึงเตร็ง ประเทศเขมร

เกริ่นมาตั้งเนิ่นนานยาวโข สาวภูไทขอยกเรื่องราวและประสบการณ์ครั้งหนึ่งของนักวิจัยไทบ้าน และสาวภูไทเองเพื่อเรียกน้ำย่อยกันก่อนในฉบับแรกนี้ ณ อ.เชียงของ ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ทางทิศตะวันออกของจ.เชียงราย ห่างจากอ.เมือง ประมาณ 141 กิโลเมตร ซึ่งมีขอบเขตติดต่อกับสาธารณรับฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงกั้นกลาง การเดินทางครั้งนี้มีนักวิจัยไทบ้าน และผู้ช่วยนักวิจัยจำนวน 9 คน โดยมีวัตถุประสงค์ในการร่วมงาน “เปิดตำนานวิถีธรรมชาติ วิถีวัฒนธรรมสองฝั่งโขง” ซึ่งทางโครงการ MWBP ร่วมกับองค์กรพันธมิตร นำโดย สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการจัดงานครั้งนี้ขึ้น

ภาพแรกที่ได้เห็นในเช้าวันที่ไปถึง คือ ความว่างเปล่า มีเพียงเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งที่เข้ามาตระเตรียมสถานที่ และเวทีสำหรับงานนี้ แต่เป็นที่น่าประหลาดใจเพียงแค่ข้ามคืนทุกสิ่งทุกอย่างก็เตรียมออกมาอย่างสวยงาม ตระการตาด้วยการตักบาตรพระ 999 รูป และขวนการรณรงค์เพื่อแม่น้ำโขง 9 กลุ่มชาติพันธุ์ ต่อด้วยพิธีสืบชะตาแม่น้ำโขงที่ทำสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของแม่น้ำ และแสดงการขอบคุณแม่น้ำที่ให้ชีวิตแก่คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการเสวนาในหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “ศาสนากับการอนุรักษ์” และ เรื่อง “กระแสน้ำโขงเปลี่ยนไป กระทบอย่างไรกับชาวบ้าน” โดยท่านผู้อ่านสามารถติดตามประเด็นที่น่าสนใจในการเสวนาดังกล่าวได้จากข่าวไทบ้าน สลับกับการแสดงศิลปะวัฒนธรรมประจำเผ่าที่ผัดเปลี่ยนมาให้ชมตลอด 2 วัน พร้อมกับอาหารประจำเผ่าที่ฉันไม่เคยเห็น และได้ลิ้มรสมาก่อน แน่นอนค่ะ ฉันก็ต้องไปหยิบนิดจับหน่อยแตะ ๆ ลิ้นเพื่อให้ได้ลิ้มรสรสชาดของอาหารประจำท้องถิ่นเป็นธรรมดา ก็แหม มัวแต่สนอกสนใจกับอาหารการกินที่แปลกตา เลยไม่รู้ว่าตัวเองกินอะไรเข้าไปบ้าง รู้แต่ว่าพอถึงเวลาอาหารเที่ยง ฉันก็เพลิดเพลินกับการชมสินค้าพื้นบ้าน จนลืมเวลาข้าวเที่ยงไปเลย

ถึงวันนี้ฉันก็ได้ข้อคิดอีกว่า ไม่ว่าจะเป็นศิลปะประจำชาติ หรือเผ่าใด ล้วนมีคุณค่าทางด้านจิตใจของคนในชุมชนนั้น ซึ่งมักจะถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ยิ่งไปกว่านั้นจะเห็นได้ชัดว่า มักจะมีการผสมผสานการดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจยิ่งนัก นอกเหนือจากคำว่า อิ่ม และสนุกแล้ว งานนี้ถือได้ว่า ได้รับความร่วมมือจากคนในท้องถิ่นอย่างเต็มที่ และพลังของความสร้างสรรค์ของคนถิ่นนี้ก็ไม่แพ้คนถิ่นใดเช่นกัน และเวลาที่ผ่านก็ทำให้เราต้องจากท่านผู้อ่าน เมื่อท่านอ่านมาถึงบรรทัดนี้ คงได้สัมผัสกับวิถีชีวิต ภาพบรรยากาศที่น่าสนุกสนานนี้จากการถ่ายทอด และรูปภาพ ในโอกาสต่อไปนั้นสาวภูไทจะไปซิ่งที่ไหนก็อย่าลืมติดตามกันค่ะ