คอลัมน์ ลิ้นชักป่าทาม
เรื่องโดย วิภาดา เสนาภักดี (ผู้ช่วยนักวิจัยไทบ้าน)
หัวเรื่อง มารู้จักกับภูมิปัญญาในการหาปลากันดีกว่า

ความรู้ของคนหาปลาแห่งลุ่มน้ำสงครามสะท้อนให้เห็นชัดผ่านเครื่องมือประมงหลายหลากชนิด วิธีการ ระยะเวลากับการเลือกใช้เครื่องมือชนิดต่างๆ ล้วนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับความรู้อีก 3 ด้านด้วยกัน

ความรู้ด้านแรก คือ ความรู้เกี่ยวกับสภาพนิเวศของแม่น้ำ อันได้แก่ ลักษณะการไหลของกระแสน้ำซึ่งขึ้นกับการขึ้นลงของระดับน้ำในลำน้ำ อุณหภูมิของน้ำ ลักษณะพื้นใต้ท้องน้ำ เป็นต้น

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน น้ำจากต้นน้ำไหลหลากลงสู่ลำน้ำสงคราม ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำสงครามค่อยๆ เพิ่มขึ้น ต่อมาอิทธิพลจากน้ำโขงที่ไหลเอ่อล้นเข้ามาในลำน้ำสงครามจนกระทั่งน้ำหลากล้นฝั่งเข้าท่วมพื้นที่บุ่งทาม ทุ่งหญ้าและทุ่งนา คนหาปลาจะรู้ว่าควรใช้เครื่องมือชนิดไหน ตัวอย่างเช่น พ่อเหลี่ยม ศรีนวลจันทร์ อายุ๕๔ ปี คนหาปลาบ้านดงสาร แกใช้เครื่องมือประมง ๘ ชนิด คือ เบ็ด ตุ้มปลากด(๑หลัง) ตุ้มปลาขาว (๓๐หลัง) ไซ (๔ หลัง) โทงปลาซิว (๑หลัง) แห (๑ปาก) มอง (๓ปาก) ลอบ (๑หลัง)

ยามน้ำหลากใหม่ๆ หรือที่คนหาปลาเรียกว่า “น้ำแก่ง” แกจะใช้ ไซ ลอบ วางดักปลาตามร่องน้ำไหล ตุ้มปลากด ตุ้มปลาแขยง ก็ใส่ได้ในช่วงนี้ หรืออาจใส่เบ็ด ลอบ ฯลฯ พอน้ำท่วมเต็มไร่นาก็เปลี่ยนมาใส่มอง เพราะปลาจะว่ายเลาะตามที่โนนที่ดอนซึ่งพ้นจากน้ำท่วม พอระดับน้ำเริ่มอยู่ตัว น้ำจะนิ่งอยู่ระยะหนึ่ง ก็เริ่มเปลี่ยนมาใส่ตุ้มปลาขาว หลังจากน้ำเอ่อเต็มที่ ถิ่นหากินของปลาจะกว้างทำให้จับปลาได้ยากขึ้น ช่วงนี้จึงได้ปลาแค่พอกิน จับไม่ได้มากเหมือนช่วงน้ำหลากใหม่ๆ

พอน้ำเริ่มลดลงช่วงเดือนกันยายนสามารถใส่ตุ้ม ใส่มองได้อีก ช่วงนี้จะได้ปลามากเพราะเป็นระยะที่ปลาว่ายจากน้ำน้อยไปน้ำใหญ่หรือปลาเริ่มว่ายกลับแม่น้ำโขง เมื่อเข้าเดือนตุลาคมใส่ไซ ลอบได้อีก พอน้ำลงหมดช่วงเดือนพฤศจิกายน พ่อเหลี่ยม ก็จะลงไปหาปลาตามกุดและหนองน้ำ

วิธีการเลือกใช้เครื่องมือประมงของพ่อเหลี่ยมนั้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชนิดเครื่องมือกับระดับการขึ้นลงของน้ำ

กระแสการไหลของน้ำมีความหมายมากต่อการลงโต่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือประมงขนาดใหญ่ โต่งจะใส่ได้เฉพาะช่วงที่ระดับน้ำเริ่มลดและไหลลงแม่น้ำโขง คือในช่วงเดือนสิงหาคม-เดือนตุลาตม เป็นช่วงเหมาะที่จะลงโต่ง ระยะเวลาที่วางโต่งในแต่ละปีจะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกระแสน้ำในลำน้ำสงครามเป็นสำคัญ

การวางโต่งยังขึ้นกับ “ลวง” อีกด้วย เพราะจะมีผลต่อปริมาณปลาที่จับได้ ถ้าลวงดีก็จับปลาได้มาก ลวงที่ดีต้องเป็นบริเวณที่น้ำไหลลงทางเดียวไม่มีแก้งขวาง เป็นคุ้มน้ำ มีวังน้ำที่มีแก้งและลั่งปิดหัวปิดท้ายเรียกหัววังท้ายวัง (วัง ลั่ง แก้ง เป็นที่อยู่อาศัยและหากินของปลาจำพวกปลาหนัง) ถ้าแก้งเป็นหินแฮจะดีกว่าเป็นดินทราย เพราะว่าปลาหนู ปลากดจะอยู่ตามแก้งหินแฮกินตะไคร่น้ำ ส่วนปลาเนื้ออ่อน เช่น ปลาเซือมจะอยู่ตามวัง

คนหาปลาจะรู้ว่าวังน้ำอยู่บริเวณใดของลำน้ำสงครามหรือในลำน้ำยามช่วงที่ไหลผ่านหมู่บ้าน คนหาปลาบ้านปากยามจะรู้จักวังที่อยู่ห่างไกลออกไปจากหมู่บ้าน เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีอาชีพหาปลาเป็นหลักซึ่งต้องออกไปหาปลานอกเขตน่านน้ำบ้านปากยาม บางแห่งก็เป็นถ้ำหิน คนหาปลาก็จะไปหว่านแหหรือกางมองดักไว้แล้วจึงไล่ปลาตามถ้ำหินออกมา

ตำแหน่งที่จะวางเครื่องมือก็มีความสำคัญ เช่น ถ้าใส่ลอบนอนบริเวณที่น้ำโจนลงมา โดยตอนบนเป็นหนองน้ำ เวลาฝนตกหนักๆ น้ำโจนลงมา จะได้ปลาดี เพราะปลาชอบว่ายทวนน้ำไหลเพื่อว่ายไปหาหนองน้ำ หรือการใส่ลอบปลาหมูจะวางบริเวณกระแสน้ำวน เพราะปลาหมูจะว่ายไปเป็นกลุ่ม ล่องตามกระแสน้ำ การวางลอบต้องหันปากรับทางปลาล่อง โดยการทำ “เผียก” เพื่อรับปลาที่ล่องมาตรงกับตำแหน่งน้ำวน จะทำให้ปลาวนเข้าลอบพอดี นอกจากนี้การใส่ลอบปลาหมูลงในน้ำต้องไม่ให้ลึกนัก ยกเว้นถ้าต้องการจับปลาหนังจึงค่อยวางลอบให้ลงลึกถึงก้นแม่น้ำ การใส่ลอบนอนต้องวางตามลำห้วย ร่องน้ำ หนอง กุด ส่วนลอบตั้งจะใส่ในลำน้ำสงคราม เป็นต้น

ยังเหลือความรู้ที่น่าสนใจอีก 2 ด้าน แล้วมาติดตามกันต่อในคอลัมน์หน้าค่ะ